วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สิ้นปีนี้ต้องผอมบอกเลย#1


ภาพเมื่อ 05/05/2557






ภาพปัจจุบัน 13/08/2559





แค่สองปีทําร้ายตัวเองได้ขนาดนี้ผมจะไม่ยอม

เจอกันร่างนี้


สู้โว้ยๆๆๆ....



Start : 13/08/2016

รอบพุง  38.5"  =   97.8  ซม. (งานเข้าละ)
* 1 นิ้ว = 2.54 เซนติเมตร

ต้นขา    24.5"

ต้นแขน  12.5"

น้ำหนัก   80  KG

http://kcal.memo8.com/bmi/

ดัชนีมวลกาย  = 26.42น้ำหนักเกิน


วิธีคำนวณดัชนีมวลกาย Body Mass Index (BMI)

สูตรคำนวณดัชนีมวลกายคือ [ดัชนีมวลกาย= น้ำหนักตัว / ความสูง ยกกำลังสอง]
40 หรือมากกว่านี้ : โรคอ้วนขั้นสูงสุด
35.0 - 39.9: โรคอ้วนระดับ2 คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มากับความอ้วน หากคุณมีเส้นรอบเอวมากกว่าเกณฑ์ปกติคุณจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง คุณต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างจริงจัง
28.5 - 34.9: โรคอ้วนระดับ1 และหากคุณมีเส้นรอบเอวมากกว่า 90 ซม.(ชาย) 80 ซม.(หญิง) คุณจะมีโอกาศเกิดโรคความดัน เบาหวานสูง จำเป็นต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย
23.5 - 28.4: น้ำหนักเกิน หากคุณมีกรรมพันธ์เป็นโรคเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูงต้องพยายามลดน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 23
18.5 - 23.4: น้ำหนักปกติ และมีปริมาณไขมันอยู่ในเกณฑ์ปกติ มักจะไม่ค่อยมีโรคร้าย อุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงต่ำกว่าผู้ที่อ้วนกว่านี้
น้อยกว่า 18.5: น้ำหนักน้อยเกินไป ซึ่งอาจจะเกิดจากนักกีฬาที่ออกกำลังกายมาก และได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ วิธีแก้ไขต้องรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และมีปริมาณพลังงานเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม


http://kcal.memo8.com/bmr/

คำนวณการเผาผลาญพลังงาน Basal Metabolic Rate (BMR)


BMR (Basal Metabolic Rate) พลังงานที่จำเป็นพื้นฐานในการมีชีวิต
1801 กิโลแคลอรี่

TDEE (Total Daily Energy Expenditure) พลังงานที่คุณใช้ในแต่ละวัน
2161 กิโลแคลอรี่   ( ทานอาหารแคลอรี่ไม่เกินนี้น้ำหนักจะไม่เพิ่ม แต่ถ้าต้องการลดน้ำหนักต้องออกกำลังกาย )



ตารางแคลอรี่ของอาหารแต่ละประเภทดูได้จาก

http://kcal.memo8.com/food-calorie-table/

ตารางกิจกรรมการเผาผลาญแคลอรี่

http://kcal.memo8.com/calorie-fat-burn/


15 อาหารช่วยเร่งให้ร่างกายเผาผลาญ

การลดน้ำหนักโดยเลือกรับประทานอาหารให้ถูกวิธีมีชัยไปกว่าครึ่ง วันนี้เรามีอาหาร 15 อย่าง ที่ยิ่งทานก็ยิ่งช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกายได้ดี และยิ่งลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นมาฝาก


1. ส้มโอ
ช่วยลดระดับอินซูลิน เพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญ และควบคุมระดับในตาลในเลือดได้ดีอีกด้วย

2. ชาเขียว
ในชาเขียวมีสารประกอบที่ชื่อว่า คาเตชินซึ่งจะช่วยให้การออกซิเดชั่นไขมันดีขึ้น และนอกจากชาเขียวจะช่วยกำจัดไขมันในร่างกายแล้วมันยังเร่งอัตราการเผาผลาญไขมันในร่างกายได้ดีด้วยค่ะ แถมยังมีสารช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็งและช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วย

3. โยเกิร์ต
คนที่ทานโยเกิร์ตควบคู่ไปพร้อมกับการทานอาหารแต่ละมื้ออยู่เสมอสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ทานโยเกิร์ตถึงร้อยละ 22 และลดไขมันในร่างกายได้มากกว่าคนที่ไม่ทานโยเกิร์ตถึงร้อยละ 61 อ้อ…แต่หากจะทานโยเกิร์ตอย่าลืมเลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติที่ไม่เติมน้ำตาลหรือผลไม้ลงไปจะดีที่สุดค่ะ

4. อัลมอนด์
ถั่วอัลมอนด์มีทั้งโปรตีน และไฟเบอร์ในปริมาณสูงแถมยังช่วยเร่งอัตราเมตาบอลิซึมในร่างกายได้ และหากทานอัลมอนด์ทุกๆ วัน จะช่วยระงับความหิวและยังให้สารอาหารชั้นดีในยามที่คุณไดเอ็ตอีกด้วย

5. กาแฟดำ
คาเฟอีนในกาแฟจะมีประโยชน์ต่อกระเพาะโดยตรง สร้างน้ำย่อยที่กระเพาะและตับอ่อนเพิ่มขึ้น ไขมันจึงถูกเผาผลาญ คาเฟอีนยังสามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในช่วงสั้นๆ คาเฟอีนในกาแฟ 2 ถ้วยสามารถเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 50 แคลลอรี่ต่อชั่วโมง ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ชั่วโมง

6. ไก่งวง
ในไก่งวงมีโปรตีนและไขมันต่ำ ซึ่งช่วยให้ร่างกายเร่งการเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดี ป้องกันโรคสมองเสื่อม โรคอ้วน โรคหัวใจ สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย

7. แอปเปิ้ล
ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากเต็มไปด้วยสารเควอซิทีน ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อลดอาการปวดหรืออักเสบถ้าคุณโหมหนักจากการออกกำลังกาย แอปเปิ้ลช่วยดูดซับไขมันไม่ให้เข้าไปในพุงด้วย แล้วยังได้ไฟเบอร์ที่ปรับระบบทางเดินอาหารให้ดีขึ้นอีก

8. ผักโขม
ช่วยกระตุ้นต่อมเร่งการเผาผลาญ ช่วยกระตุ้นให้ต่อมไร้ท่อต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญอาหารทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย ผักชนิดนี้อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค แคลเซียม เหล็ก และแมกนีเซียม

9. ถั่ว
ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ซึ่งจะช่วยเร่งสร้างกล้ามเนื้อ และเผาผลาญไขมัน นอกจากนี้ยังมีวิตามิน อี ไนอาซีน แมกนีเซียม โปรตีนจากพืช และไขมันโมเลกุลเดี่ยวที่จะช่วยจับไขมันที่ไม่ดีมาเผาผลาญ

10. พริก
ในพริกมีสารที่ชื่อว่า แคปไซซินที่จะไปช่วยเพิ่มความร้อนในร่างกาย และยังช่วยสลายไขมัน ควบคุมอาการหิว และเพิ่มพลังงานของกล้ามเนื้อช่วยเร่งให้คุณออกกำลังได้ดียิ่งขึ้น

11. บร็อกโคลี่
มีสารอาหารอย่าง “แคลเซียม” ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ที่จะสะสมไว้เป็นไขมันส่วนเกินได้ และบร็อกโคลี่ก็มีดีที่เป็นแหล่งแคลเซียมซึ่งไม่มีไขมัน ปริมาณแนะนำต่อวัน : 1 1/2 ถึง 2 ถ้วย

12. เครื่องเทศ
ความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศ สามารถกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

13. อบเชย
เป็นเครื่องเทศที่ช่วยเผาผลาญและสร้างกล้ามเนื้อ และยังช่วยควบคุมความหิวได้ดีอีกด้วย

14. นมถั่วเหลือง
จะช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันลดการสะสมไขมันเก่าและการสูญเสียโปรตีนของกล้ามเนื้อ จึงทำให้กล้ามเนื้อกระชับ ไร้ไขมันส่วนเกิน และโปรตีนจากถั่วเหลืองนี้ สามารถลดคลอเรสเตอรอลในเลือดได้ และลดโอกาสเสี่ยงของโรคหัวใจ ช่วยทำให้ผิวพรรณดี กระชับ เต่งตึง ผ่องใส ผิวพรรณไม่เหี่ยวย่น และยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี เพราะโปรตีนถั่วเหลืองช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดี

15. ข้าวโอ๊ต
คาร์โบไฮเดรตจากข้าวโอ๊ตจะไม่ดูดซึมแล้วแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในร่างกาย เพราะฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่า หากทานข้าวโอ๊ตแล้วมันจะช่วยให้น้ำหนักของคุณลดลงได้อย่างน่าแปลกใจ นอกจากนี้ข้าวโอ๊ตยังทำให้คุณอิ่มได้นานและทำให้คุณไม่เกิดความรู้สึกอยากทานอาหารมากเกินไปด้วย

ที่มา Fearfatclub




คาร์ดิโอ(cardio) คืออะไร
สำหรับผู้ที่เพิ่งจะหันมาสนใจศึกษาข้อมูลการออกกำลังกายอย่างจริงจัง คงต้องพบเจอกับคำว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ(cardio) และก็คงสงสัยว่าความหมายของคำนี้แปลว่าอย่างไร เรามาดูข้อมูลด้วยกันดีกว่า
คาร์ดิโอ คืออะไร
การออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโอ(cardio) ก็คือการออกกำลังกายแบบแอโรบิกนั่นเอง ซึ่งโดยความหมายของคำว่า คาร์ดิโอ หมายถึงหัวใจ ที่ใช้คำนี้เพราะ การออกกำลังกายรูปแบบนี้ จะเป็นการออกกำลังกายที่ไม่เน้นการใช้พลังจากมัดกล้ามเนื้อในระดับรุนแรง แต่มุ่งเน้นไปที่การขยับเขยื้อนร่างกายซึ่งมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้น ซึ่งเมื่อออกกำลังกายแบบนี้จนถึงระดับคาร์ดิโอ การเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้น 60% -85% เมื่อเทียบกับอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด
ตัวอย่างประเภทของการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น เต้นแอโรบิก , วิ่ง , ปั่นจักรยาน , ว่ายน้ำ เป็นต้น
ความจริงแล้วการออกกำลังกายแบบแอโรบิกมีรูปแบบมากมาย รวมไปถึงการเล่นกีฬาต่าง ๆ ด้วย โดยข้อสังเกตว่าเป็นการออกกำลังกายชนิดแอโรบิกหรือไม่นั้น ใช้ดูจากลักษณะการดำเนินกิจกรรมและสภาพร่างกาย ซึ่งมีดังนี้
– เป็นการออกกำลังที่ใช้พลังระดับเบาหรือปานกลางแบบต่อเนื่อง เช่น การวิ่งออกระยะไกล , แต่ถ้าเป็นการวิ่งระยะสั้น เช่น วิ่ง 100 เมตร แล้วหยุด จะไม่ถือว่าเป็นการออกกำลังชนิดคาร์ดิโอ เพราะใช้กำลังเต็มที่ในคราวเดียวโดยไม่มีความต่อเนื่องของระยะเวลาที่นานพอ
– เป็นการออกกำลังที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น
– ร่้างกายจะต้องใช้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ สังเกตจากการหายใจที่จะถี่ขึ้น
ประโยชน์ของการออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโอ(cardio)
ต่อไปนี้ คือ ประโยชน์จากการออกกำลังการแบบคาร์ดิโออย่างสม่ำเสมอ
– ระบบอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจรวมถึงปอด แข็งแรงขึ้น
– กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงและขยายใหญ่ขึ้น ส่งผลให้การสูบฉีดเลือดของหัวใจดีขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง
– การไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง
– จำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้อ๊อกซิเจนถูกส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่ายกายได้ดีอย่างทั่วถึง
– สุขภาพจิตดีขึ้น ลดความเครียด โรคซึมเศร้า
– ลดอัตราการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น หัวใจ , เบาหวาน
– เพิ่มการจัดเก็บโมเลกุลพลังงาน เช่น ไขมัน , คาร์โบไฮเดรต ในกล้ามเนื้อทำให้ทนทานขึ้น
– ปรับปรุงประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อในการดึงไขมันมาใช้ในการออกกำลังกาย
– เพิ่มความเร็วในการเมตาบอลิซึม ซึ่งก็คือการสังเคราะห์พลังงานจากอาหารไปเก็บไว้และนำไปใช้
– เพิ่มความเร็วในการคืนสภาพกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายแบบรุนแรง

ทั้งหมดข้างต้น คือ ประโยชน์ของการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ซึ่งหากคุณกำลังจะลดน้ำหนักอยู่ละก็ จำเป็นอย่างยิ่งต้องออกกำลังกายแบบนี้ เพื่อให้ร่างกายดึงเอาไขมันไปใช้
แม้ว่าประโยชน์ของการออกกำลังกายจะมีมากมาย แต่ก็ต้องขอฝากทุกท่านไว้ ให้ออกกำลังกายให้พอเหมาะและเลือกชนิดการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อลดการบาดเจ็บ และสร้างประโยชน์ให้กับร่างกายอย่างเต็มที่

https://www.youtube.com/watch?v=ZsVp7wRWG7I

https://www.youtube.com/watch?v=czmsKnL6RVA


สิ่งที่ควรทานหลังการออกกำลังกาย

สับปะรด และ มะละกอ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ดี เพราะในผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มีเอนไซม์ บรอมีเลน และ ปาเปน ที่นอกจากจะช่วยย่อยโปรตีนแล้ว ยังป้องกันการอักเสบ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีหลังการออกกำลังกาย

แซลมอน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด นักวิจัยในออสเตรเลียพบว่า นักปั่นจักรยานที่ได้รับไขมันปลาแซลมอนติดต่อกันถึง 8 สัปดาห์ จะมีอัตราการเต้นของหัวใจช้าลงและเกิดอาการหอบเหนื่อยน้อยลงขณะปั่นจักรยาน

เนื้อหมูสันใน (เนื้อในส่วนที่ไม่มีมัน) เป็นแหล่งโปรตีนที่มีแคลอรีต่ำ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ในแคนาดา พบว่า การรับประทานโปรตีนแคลอรีต่ำให้มากขึ้น บวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยลดไขมันตรงส่วนเอวลงได้

นม ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมที่สุด ในการช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวหลังการออกกำลังกาย ดีกว่าน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มเกลือแร่เสียอีก เนื่องจากนมอุดมไปด้วยโปแตสเซียมซึ่งช่วยเรื่องการเต้นของหัวใจ และการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง และหากเติม ดาร์คช็อกโกแลต ลงไปด้วยจะช่วยให้นมมีความสมดุลของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

น้ำเย็น สามารถดื่มได้ทั้งก่อนและขณะออกกำลังกาย เพราะจะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น และน้ำเย็นยังช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย

ชาเขียว(ไม่ผสมน้ำตาล) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในบราซิล พบว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียววันละ 2 ถึง 3 แก้ว อาจช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หลังออกกำลังกายอย่างหนัก

ซึ่งที่กล่าวมานั้นหาทานได้ไม่ยาก ที่ล้วนให้ประโยชน์แก่ร่างกายของเรา แต่อย่างไรก็ดี ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามที่ร่างกายต้องการนะครับ